ตอนที่ 5 การผลักดันให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างทั่วถึง (สิทธิ์ข้าราชการ)

ตอนที่ 5

ผลจากการได้รับยาบริจาคให้ผู้ป่วยในโครงการ ทำให้สามารถให้ยาผู้ป่วยไปเกือบ 60 คน ภายในเวลา 2 เดือน

ผู้ป่วยในโครงการที่อยู่ในระยะเรื้อรัง ส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ และยังรับยามาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนผู้ป่วยในระยะเฉียบพลัน ได้ผลแค่ 7 % เท่านั้น(เท่ากับผลในต่างประเทศ) และ ก็เป็นผลในระยะสั้นๆเท่านั้น ในที่สุด โรคก็กลับมาอีก

เมื่อยาอิมาทินิบได้รับทะเบียนให้จำหน่ายในประเทศไทยได้ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ผู้ป่วยที่อยู่ในสิทธิ์ข้าราชการเท่านั้นที่เบิกได้ แต่เนื่องจากสมัยนั้น ยังไม่มีโครงการเบิกจ่ายตรง
ผู้ป่วยต้องสำรองเงินออกไปก่อน แล้วนำใบเสร็จไปเบิกต้นสังกัด แต่เนื่องจากยาราคาแพง เดือนหนึ่งราคาประมาณ 120,000 บาท ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยไม่สามารถสำรองจ่ายก่อนได้ ทำให้ต้องหาทางช่วยเหลือ โดยดิฉันได้หาทางขอยืมเงินก้อนใหญ่มาตั้งเป็นกองทุนในมูลนิธิรามาธิบดี แล้วให้ผู้ป่วยขอยืมเงินไปจ่ายค่ายา แล้วให้ผู้ป่วยนำใบเสร็จค่ายาไปเบิกจากต้นสังกัด. เมื่อเบิกเงินคืนได้แล้ว ให้โอนเงินมาคืนมูลนิธิ

ต้องทำแบบนั้นทุกครั้งที่มาหาหมอ วิธีนี้ เสี่ยงตรงที่ถ้าผู้ป่วยไม่โอนเงินมาคืน จะเดือดร้อนกันหมด โชคดีที่ไม่มีใครทำแบบนั้น แต่ก็มีความยุ่งยากพอสมควร บางครั้งก็เบิกเงินจากมูลนิธิให้ไม่ทันเวลา แต่ส่วนใหญ่ก็เรียบร้อยดีค่ะ

ตอนหลังทราบว่าที่โรงพยาบาลอื่นก็ต้องทำแบบเดียวกันให้ผู้ป่วยในสิทธิ์ข้าราชการค่ะ ตอนหลังที่มีการให้ใช้สิทธิ์เบิกจ่ายตรง ทำให้หมดปัญหาเรื่องนี้ไปได้ จึงไม่ต้องใช้วิธีนี้อีก เงินกองทุนที่ขอยืมมาใส่ในมูลนิธิ ก็คืนเจ้าของไปเรียบร้อย

ต่อมา ยาอืมาทินิบได้รับการบรรจุในบัญชี OCPA คือ ผู้ป่วยในสิทธิ์ข้าราชการทุกคน ก่อนจะได้รับยาตัวนี้ แพทย์ต้องลงทะเบียนเข้าไปในระบบ OCPA ก่อน เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงจะจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้ค่ะ ซึ่งใช้เวลา ประมาณ 2 สัปดาห์

ส่วนใหญ่แพทย์จะจ่ายยาไฮเดรียไปก่อนระหว่างรอ. สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของดิฉัน. ดิฉันจะหายากลิเวคให้ผู้ป่วยขอยืมไปก่อนเสมอค่ะ เพราะอยากให้ผู้ป่วยได้รับยาตัวนี้ตั้งแต่ต้น

พรุ่งนี้จะเล่าเรื่องผู้ป่วยในสิทธิ์บัตรทองค่ะว่าทำอย่างไร เพราะยาราคาสูงมาก ส่วนใหญ่ ไม่สามารถซื้อได้ค่ะ