ตอนที่ 8 ยาอิมาทินิบ

ตอนที่ 8

ปัจจุบัน ยารักษาโรค CML ในประเทศไทยมี 4 ตัว

ยาตัวแรก คือยา อิมาทินิบ ซึ่งได้ผลดีมาก
ผู้ป่วยที่ได้รับยาตัวนี้ตั้งแต่ต้น หลัง 8 ปี มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคแค่ ร้อยละ 7 เท่านั้น และเนื่องจากผลการรักษาดีมาก ทำให้เปลี่ยนโรคนี้จากที่ผู้ป่วยเสียชีวิตเกือบทุกราย (lethal disease) กลายเป็นโรคเรื้อรัง เหมือนเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ซึ่งถ้าวินัยในการรับประทานยาดี ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตเหมือนคนปกติ
การรับประทานยาอิมาทินิบ คือ วันละ 400 มก
รับประทานวันละครั้ง พร้อมอาหาร ไม่ควรรับประทานยาในขนาดที่ต่ำกว่า 300 มก ต่อวัน เพราะไม่ได้ผลค่ะ

ผู้ป่วยที่รับประทานยาตัวนี้ ต้องงดรับประทานผลไม้ ส้ม มะเฟือง และ ทับทิม รวมทั้งน้ำจากผลไม้ทั้ง 3 ชนิดด้วย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาพาราเซตามอล ด้วย

เนื่องจากสิทธิบัตรยาตัวนี้หมดปี 2561 ดังนั้น ปัจจุบันจึงมียาที่ไม่ใช่ยาต้นแบบหลายบริษัท (generic form)
เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสับสน ขอให้ชื่อยาต่างๆไว้ในที่นี้ ให้เข้าใจว่า ทั้งหมดคือยาตัวเดียวกัน

1) กลิเวค (Glivec) เป็นยาต้นแบบ

2) อโวทินิบ (Avoltinib)

3) Imnib

4) Imatinib Teva

ทั้ง 4 ตัว เป็นยาอิมาทินิบ หมด แต่ชื่อการค้าต่างกันแล้วแต่ของบริษัทอะไร

ทั้งสำนักงานประกันสังคมและ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มอบหมายให้องค์การเภสัชเป็นผู้จัดซื้อยาโดยการประมูล

วันที่ 12 ตุลาคม 2561 มีการเปิดประมูลยาอิมาทินิบ โดยข้อตกลงคือ ซื้อยาให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นเวลา 1 ปี และประมูลให้สำนักงานประกันสังคม 6 เดือน ปรากฎว่าได้ยา Avoltinib ซึ่งผลิตในไซปรัส

ต่อมาเมื่อกลางปีนี้ ได้เปิดประมูลให้สำนักงานประกันสังคม ได้ยา Imnib ของบริษัทอินโดไชน่า ซึ่งผลิตจากอินเดีย โดยตกลงเป็นเวลา 1 ปี และเร็วๆนี้ ได้เปิดซองของ สปสช โดยสัญญา 1 ปี ได้ยา Imatinib Teva ที่ผลิตในโครเอเชีย

ผู้ป่วยหลายคนถามว่า ยาที่ไม่ใช่ยาต้นแบบนี้ จะได้ผลเหมือนยาต้นแบบไหม คงไม่มีใครตอบได้ค่ะ เพราะไม่มีแพทย์ไทยคนใดมีประสบการณ์ กับยาเหล่านี้มาก่อนเลย คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่แพทย์ไทยจะมีประสบการณ์ในการใช้มากพอ ปัญหาคือด้วยวิธีการประมูลยาบ่อยๆแบบนี้ และการเปลี่ยนยาทุก 6 เดือน ยิ่งทำให้ไม่สามารถประเมินได้อย่างมั่นใจเลย ว่าผู้ป่วยที่โรคกำเริบนั้น เป็นผลจากยาตัวที่ทานอยู่ปัจจุบัน หรือ จากยาตัวที่ทานเมื่อ 5-6 เดือนก่อน

นอกเหนือจากประสิทธิภาพของยาแล้ว ปัญหาอีกอย่างคือผลข้างเคียงของยา ผู้ป่วยหลายรายที่ใดรับยา ปัจจุบัน ยารักษาโรค CML ในประเทศไทยมี 4 ตัว

ยาตัวแรก คือยา อิมาทินิบ ซึ่งได้ผลดีมาก
ผู้ป่วยที่ได้รับยาตัวนี้ตั้งแต่ต้น หลัง 8 ปี มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคแค่ ร้อยละ 7 เท่านั้น และเนื่องจากผลการรักษาดีมาก ทำให้เปลี่ยนโรคนี้จากที่ผู้ป่วยเสียชีวิตเกือบทุกราย (lethal disease) กลายเป็นโรคเรื้อรัง เหมือนเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ซึ่งถ้าวินัยในการรับประทานยาดี ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตเหมือนคนปกติ
การรับประทานยาอิมาทินิบ คือ วันละ 400 มก
รับประทานวันละครั้ง พร้อมอาหาร ไม่ควรรับประทานยาในขนาดที่ต่ำกว่า 300 มก ต่อวัน เพราะไม่ได้ผลค่ะ

ผู้ป่วยที่รับประทานยาตัวนี้ ต้องงดรับประทานผลไม้ ส้ม มะเฟือง และ ทับทิม รวมทั้งน้ำจากผลไม้ทั้ง 3 ชนิดด้วย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาพาราเซตามอล ด้วย

เนื่องจากสิทธิบัตรยาตัวนี้หมดปี 2561 ดังนั้น ปัจจุบันจึงมียาที่ไม่ใช่ยาต้นแบบหลายบริษัท (generic form)
เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสับสน ขอให้ชื่อยาต่างๆไว้ในที่นี้ ให้เข้าใจว่า ทั้งหมดคือยาตัวเดียวกัน

1) กลิเวค (Glivec) เป็นยาต้นแบบ

2) อโวทินิบ (Avoltinib)

3) Imnib ของบริษัท Indochina

4) Imatinib Teva

ทั้ง 4 ตัว เป็นยาอิมาทินิบ หมด แต่ชื่อการค้าต่างกันแล้วแต่ของบริษัทอะไร

ทั้งสำนักงานประกันสังคมและ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มอบหมายให้องค์การเภสัชเป็นผู้จัดซื้อยาโดยการประมูล

วันที่ 12 ตุลาคม 2561 มีการเปิดประมูลยาอิมาทินิบ โดยข้อตกลงคือ
ซื้อยาให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นเวลา 1 ปี และประมูลให้สำนักงานประกันสังคม 6 เดือน ปรากฎว่าได้ยา Avoltinib ซึ่งผลิตในไซปรัส

ต่อมาเมื่อกลางปีนี้ ได้เปิดประมูลให้สำนักงานประกันสังคม ได้ยา Imnib ของบริษัทอินโดไชน่า ซึ่งผลิตจากอินเดีย โดยตกลงเป็นเวลา 1 ปี และเร็วๆนี้ ได้เปิดซองของ สปสช โดยสัญญา 1 ปี ได้ยา Imatinib Teva ที่ผลิตในโครเอเชีย

ผู้ป่วยหลายคนถามว่า ยาที่ไม่ใช่ยาต้นแบบนี้ จะได้ผลเหมือนยาต้นแบบไหม คงไม่มีใครตอบได้ค่ะ เพราะไม่มีแพทย์ไทยคนใดมีประสบการณ์ กับยาเหล่านี้มาก่อนเลย คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่แพทย์ไทยจะมีประสบการณ์ในการใช้มากพอ ปัญหาคือด้วยวิธีการประมูลยาบ่อยๆแบบนี้ และการเปลี่ยนยาทุก 6 เดือน ยิ่งทำให้ไม่สามารถประเมินได้อย่างมั่นใจเลย ว่าผู้ป่วยที่โรคกำเริบนั้น เป็นผลจากยาตัวที่ทานอยู่ปัจจุบัน หรือ จากยาตัวที่ทานเมื่อ 5-6 เดือนก่อน

ปัญหาผลข้างเคียงของยาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ผู้ป่วยหลายรายที่ได้รับการเปลี่ยนยาจากยาต้นแบบมาเป็นยา generic เกิดผลข้างเคียงที่ไม่มีตอนรับประทานยาต้นแบบ บางรายก็รุนแรงมากทีเดียว

ในภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน คงหลีกเลี่ยงการใช้ยา generic ไม่ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรากำลังพูดถึงผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งนะคะ เราไม่ได้กำลังพูดถึงการรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ การจะใช้ยา generic ก็ควรพิจารณาตัวที่มีคุณภาพดี โดยพิจารณาด้านอื่นด้วย ไม่ใช่พิจารณาโดยดูเฉพาะราคาอย่างเดียว

ผู้ป่วยที่ไม่ได้ผลจากยาอิมาทินิบ ทำอย่างไรคะ?